19.30 น. พร้อมกันที่จุดนัดหมาย สนามบินสุวรรณภูมิ เตอร์สายการบิน Royal Jordanian Airlines (RJ) โดยมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับและแนะนำกระบวนการก่อนการเดินทางและออกบัตรโดยสาย
23.00 น. ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเที่ยวบิน RJ183 สายการบิน Royal Jordanian Airlines (RJ)
03.50 น. ถึงสนามบินกรุงอัมมาน (Queen Alia International Airport) ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน
(รอเปลี่ยนเครื่องประมาณ 2.30 ชั่วโมง) (มีบริการอาหารบนเครื่อง ทั้ง 2 เที่ยวบิน)
06.20 น. ออกเดินทางจากสนามบิน กรุงอัมมาน โดยเที่ยวบิน RJ501 ไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์
07.50 น. ถึงสนามบินกรุงไคโร หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว (เวลาที่ประเทศอียิปต์ช้ากว่าที่ไทย 4 ชั่วโมง)
นำท่านเดินทางสู่ ป้อมปราการซาลาดิน ป้อมปราการประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของอียิปต์นานหลายศตวรรษ ก่อนเยี่ยมชม มัสยิดมูฮัมหมัด อาลี หรือ "มัสยิดอะลาบาสเตอร์" ผลงานสถาปัตยกรรมออตโตมันอันงดงาม โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่และหออะซานคู่สง่างาม พร้อมชมทัศนียภาพอันกว้างไกลของกรุงไคโรจากจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 1)
กรุงไคโรเก่า (Old Cairo) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Coptic Cairo” เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงแห่งอียิปต์ เต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมอันยาวนาน ทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนายิว และศาสนาอิสลาม ย่านนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองบาบิโลนโบราณ และต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนคริสต์คอปติกในยุคต้นของศาสนา กรุงไคโรเก่าไม่เพียงเป็นแหล่งรวมศิลปะ วัฒนธรรม และ ศาสนา แต่ยังเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์อียิปต์ที่ยังคงหายใจและมีชีวิตอยู่ในทุกย่างก้าว นำท่านเดินทางสู่ Hanging Church (โบสถ์แขวนแห่งศรัทธาโบราณ) หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญที่สุดของคริสต์ศาสนิกชนแห่งอียิปต์ หรือชื่อทางการว่า Saint Virgin Mary's Coptic Orthodox Church ตั้งอยู่ในย่านโคปติกไคโร (Coptic Cairo) เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 3–4 และเป็นศูนย์กลางของชุมชนคริสต์นิกายคอปติกในอดีต โดดเด่นด้วยการก่อสร้างที่ “แขวนตัว” อยู่เหนือป้อมโรมันโบราณ Babylon Fortress จึงได้ชื่อว่า “Hanging Church” ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยงานแกะสลักไม้ ฉากไอคอนสวยงามจากงาช้างและไม้เอบะนี อีกทั้งยังประดับด้วยภาพไอคอนศักดิ์สิทธิ์นับร้อยชิ้น บางชิ้นมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นแหล่งพลังศรัทธาและร่องรอยของวัฒนธรรมคริสต์โบราณที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
จากนั้นนำท่านชม โบสถ์เซนต์เซอร์จิอุสและเซนต์บาคคัส (Church of Saints Sergius and Bacchus) หนึ่งในโบสถ์คริสต์คอปติกที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ในย่าน “โคปติกไคโร” (Coptic Cairo) มีอายุย้อนไปถึงราวศตวรรษที่ 4–5 และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า พระนางมารีย์ นักบุญโยเซฟ และพระเยซูคริสต์ เคยลี้ภัยมายังอียิปต์ และพำนักอยู่ ณ ถ้ำใต้โบสถ์แห่งนี้ระหว่างหลบหนีการตามล่าจากกษัตริย์เฮโรด โบสถ์สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาซิลิกา ภายในตกแต่งด้วยไม้ฉากไอคอนโบราณ แท่นบูชาหินอ่อน และภาพไอคอนเก่าแก่ที่สะท้อนศิลปะแบบคอปติกอันวิจิตร ส่วนถ้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้พื้นโบสถ์ที่เคยเป็นที่พำนักของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ยังคงเปิดให้ผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวลงไปเยือนได้
สมควรแก่เวลานำท่านสู่ ขุมทรัพย์ศิลปะคริสต์โบราณแห่งอียิปต์ พิพิธภัณฑ์คอปติก (Coptic Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปวัตถุและมรดกทางวัฒนธรรมของชาวคริสต์นิกายคอปติกที่สำคัญที่สุดของประเทศอียิปต์ จัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงรากเหง้าของศาสนาคริสต์ในดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุโบราณกว่า 16,000 ชิ้น ครอบคลุมทั้งจิตรกรรมฝาผนัง ภาพไอคอน งานแกะสลักไม้ ผ้าทอ เครื่องประดับ และเอกสารโบราณ รวมถึงต้นฉบับพระคัมภีร์ที่เขียนด้วยภาษาคอปติกและกรีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของศิลปะอียิปต์โบราณ, กรีก–โรมัน และคริสต์ในยุคต้นได้อย่างกลมกลืน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะและศาสนา แต่ยังช่วยให้ผู้มาเยือนได้ เข้าใจลึกซึ้งถึงความเชื่อ วัฒนธรรม และบทบาทของชาวคอปติกในประวัติศาสตร์อียิปต์
เย็น บริการอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 2) อาหารจีน
จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Novotel Cairo 6th of October ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
เช้า บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 3)
หลังอาหารเช้านำท่านชมความยิ่งใหญ่แห่ง มหาพีระมิดและสฟิงซ์แห่งกีซา (Pyramid & Sphinx at Giza) หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพียงหนึ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน พร้อมชมความยิ่งใหญ่ของ “มหาสฟิงซ์แห่งกีซา” รูปปั้นหินขนาดยักษ์ครึ่งสิงโตครึ่งมนุษย์ที่เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์แห่งสุสานฟาโรห์ มหาพีระมิดถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 4,500 ปีก่อน เป็นสุสานของฟาโรห์คูฟูแห่งราชวงศ์ที่ 4 โดยใช้หินมากกว่า 2.3 ล้านก้อน วางเรียงอย่างประณีตแม่นยำจนน่าทึ่ง แม้ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ตาม ส่วนสฟิงซ์ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในยุคของฟาโรห์คาเฟร (Khafre) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพลังและปัญญา การเดินทางสู่กีซาคือการย้อนเวลาไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรฟาโรห์ ความลึกลับของเทคโนโลยีโบราณ และเรื่องเล่าอันน่าพิศวงที่ยังคงท้าทายจินตนาการของมนุษยชาติ
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 4)
แวะชมโรงงานผลิตหัวน้ำหอม โรงงานผลิตหัวน้ำหอมในอียิปต์ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะชมระหว่างการเที่ยวกรุงไคโร เพราะไม่ได้เป็นเพียงร้านจำหน่ายน้ำหอม แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่ง "สุคนธบำบัด" และประวัติศาสตร์การทำน้ำหอมที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปี ชาวอียิปต์โบราณเป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกของโลกที่คิดค้นการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ สมุนไพร และเรซิน เพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การรักษาโรค ความงาม และการทำมัมมี่ น้ำหอมจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวอียิปต์มาตั้งแต่สมัยฟาโรห์
และอีกหนึ่งของฝากที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางเยื่อนปะเทศอียิปต์ นั้นคือ โรงงานผลิตปาปิรุส (Papyrus Factory หรือ Papyrus Institute) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักแวะเยี่ยมชมระหว่างการเดินทางในกรุงไคโร โดยเฉพาะหลังจากเที่ยวชมพีระมิดแห่งกีซา ที่นี่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสภูมิปัญญาโบราณของชาวอียิปต์ และเรียนรู้กระบวนการผลิต "กระดาษปาปิรุส" ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของการบันทึกข้อมูลและการเขียนของมนุษยชาติ ชาวอียิปต์โบราณเริ่มผลิตกระดาษปาปิรุสมานานกว่า 5,000 ปี โดยใช้ต้นกกปาปิรุส (Papyrus) ที่ขึ้นอยู่ริมแม่น้ำไนล์ นำมาผ่าเป็นแผ่นบาง เรียงสลับแนว กดอัด และตากแห้งจนกลายเป็นแผ่นสำหรับเขียนหนังสือและบันทึกเหตุการณ์สำคัญของอาณาจักร
นำท่านสู่ Grand Egyptian Museum พิพิธภัณฑ์แห่งชาติใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์โบราณในรูปแบบที่ล้ำสมัย ณ Grand Egyptian Museum (GEM) หรือ พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพีระมิดกีซา เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อุทิศให้กับอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์อย่างครบวงจร ที่นี่ได้รับการออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกด้วยสถาปัตยกรรมทันสมัย เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างลงตัว ไฮไลต์สำคัญคือ คอลเลกชันเต็มรูปแบบของตุตันคาเมน (Tutankhamun) รวมถึงสมบัติทองคำ อุปกรณ์ใช้สอย และโลงศพที่ไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณชนมาก่อน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ยังเป็นจุดหมายระดับโลกที่ผสานความงดงามของอดีต เข้ากับเทคโนโลยีการจัดแสดงสมัยใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์ โดยเป็นครั้งแรกที่ สมบัติกว่า 5,000 ชิ้นจากสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน ถูกนำมาจัดแสดงรวมกันในที่เดียว ทั้งหน้ากากทองคำ รถศึก บัลลังก์ เครื่องประดับ และเครื่องใช้ส่วนพระองค์ หลายชิ้นไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณะมาก่อน เมื่อก้าวเข้าสู่ Grand Hall นักท่องเที่ยวจะได้พบกับ รูปสลักหินแกรนิตของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สูงกว่า 11 เมตร หนักกว่า 80 ตัน ตั้งตระหง่านต้อนรับผู้มาเยือน ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บันไดขนาดมหึมาที่ประดับด้วยรูปสลักฟาโรห์ เทพเจ้า และเสาโบราณกว่า 60–70 ชิ้น จัดเรียงตามลำดับยุคสมัยของอียิปต์โบราณ พร้อมมุมชมวิวที่สามารถมองเห็นพีระมิดแห่งกีซาได้อย่างสวยงาม
เย็น บริการอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 5) อาหารไทย
จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Novotel Cairo 6th of October ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
เช้า บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 6)
หลังอาหารเช้า นำท่านเดินทางสู่ เมืองเมมฟิส (Memphis) (ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที) เมืองหลวงแรกของอียิปต์โบราณ ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 3,100 ปีก่อนคริสตกาล โดยฟาโรห์เมเนส (Menes) ผู้รวมสองอาณาจักรตอนบนและตอนล่างเข้าด้วยกัน เมมฟิสเคยเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม และศาสนาที่สำคัญที่สุดของอียิปต์ในยุคเริ่มต้น และเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องยาวนานหลายพันปี ไฮไลต์สำคัญที่สุดของเมืองเมมฟิส คือ รูปสลักหินปูนขนาดมหึมาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ยาวกว่า 10 เมตร หนักหลายสิบตัน จัดแสดงในอาคารพิเศษให้นักท่องเที่ยวสามารถชมได้จากมุมสูง เห็นรายละเอียดของพระพักตร์ เครื่องทรง และลวดลายแกะสลักอย่างชัดเจน พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง (Open-Air Museum)
พื้นที่โบราณคดีของเมมฟิสเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง รวบรวมรูปสลัก เสาหิน โบราณวัตถุ และซากวิหารจากยุคฟาโรห์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโบราณวัตถุท่ามกลางบรรยากาศของเมืองหลวงโบราณได้อย่างใกล้ชิด มหาสฟิงซ์แห่งเมมฟิส (Alabaster Sphinx) สฟิงซ์องค์นี้แกะสลักจาก หินอะลาบาสเตอร์ทั้งก้อน มีความยาวประมาณ 8 เมตร เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่ 18 และถือเป็นหนึ่งในสฟิงซ์หินอะลาบาสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอียิปต์เมืองเมมฟิสเป็นศูนย์กลางการนับถือ เทพพทาห์ เทพแห่งการสร้างสรรค์ ช่างฝีมือ และสถาปัตยกรรม ซึ่งได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงในอียิปต์โบราณ
นำท่านเดินทางสู่ "เมืองซัคคารา" อาณาจักรแห่งต้นกำเนิดพีระมิดของโลก ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่ง ประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ชม "พีระมิดขั้นบันไดแห่งฟาโรห์โจเซอร์" สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่ถือเป็นต้นแบบของพีระมิดทุกแห่งในอียิปต์ พร้อมสัมผัสความงดงามของสุสานหลวงและโบราณสถานอันล้ำค่า ซึ่งยังคงเล่าเรื่องราวแห่งความศรัทธา ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชาวอียิปต์โบราณได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของซัคคารา คือ พีระมิดขั้นบันได ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 4,700 ปีที่แล้ว ถือเป็น พีระมิดแห่งแรกของโลก และเป็นสิ่งก่อสร้างหินขนาดใหญ่แห่งแรกของมนุษยชาติ ออกแบบโดย อิมโฮเทป (Imhotep) อัครมหาเสนาบดี สถาปนิก และนักปราชญ์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะของอียิปต์โบราณ พีระมิดแห่งนี้จึงเป็นต้นแบบของการสร้างพีระมิดในยุคต่อมา
ก่อนจะมี พีระมิดทรงเรียบแห่งกีซา ชาวอียิปต์เริ่มต้นจากการสร้างพีระมิดแบบขั้นบันไดที่ซัคคารา จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการด้านสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังมีโบราณสภานณ์ที่น่าสนใจอีกหลายจุดในเมือง ซัคคารา อาทิเช่น สุสานใต้ดินและโบราณวัตถุล้ำค่า นักโบราณคดีค้นพบโลงศพไม้ มัมมี่ รูปสลัก เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องใช้จำนวนมากในซัคคารา หลายชิ้นได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ และยังคงมีการค้นพบโบราณวัตถุใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง กลุ่มอาคารประกอบพิธีกรรม นอกจากพีระมิด ยังมีลานพิธี เสาหิน วิหาร และทางเดินที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีของฟาโรห์ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและศิลปกรรมของชาวอียิปต์โบราณ จุดชมวิวทะเลทรายและพีระมิด ซัคคาราตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ สามารถมองเห็นแนวพีระมิดที่ทอดยาว และเป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือยามเย็นที่แสงอาทิตย์สาดกระทบตัวพีระมิดเป็นสีทอง
นำท่านเดินทางกลับสู่กรุงไคโร โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 7)
นำท่านเยือน The Egyptian Museum (Old Museum) พิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าที่เคยเป็นหัวใจของการจัดแสดงโบราณวัตถุอียิปต์มายาวนาน ภายในรวบรวมมรดกแห่งอารยธรรมอียิปต์โบราณอันล้ำค่ากว่า 100,000 ชิ้น ทั้งรูปสลัก เครื่องประดับ เครื่องใช้ของราชวงศ์ และมัมมี่ของเหล่าฟาโรห์ ให้ท่านได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสความรุ่งเรืองของหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก The Egyptian Museum หรือที่หลายคนเรียกว่า The Egyptian Museum (Old Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักอารยธรรมอียิปต์โบราณมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่รวบรวมมรดกอียิปต์โบราณอย่างเป็นระบบ เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1902 เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่รวบรวมและอนุรักษ์โบราณวัตถุของอียิปต์ไว้ในสถานที่เดียว เพื่อป้องกันการสูญหายและการลักลอบนำออกนอกประ เทศ ถือเป็นรากฐานของการศึกษาทางอียิปต์วิทยา (Egyptology) ในระดับสากล ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุจากทุกยุคของอารยธรรมอียิปต์ ตั้งแต่ยุคราชวงศ์แรกจนถึงยุคกรีก-โรมัน ครอบคลุมระยะเวลากว่า 5,000 ปีของประวัติศาสตร์ มีบทบาทสำคัญในการศึกษาระดับโลก นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และนักอียิปต์วิทยาจากทั่วโลกใช้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ วัตถุโบราณที่น่าสนใจ อาทิเช่น รูปสลักและประติมากรรมของฟาโรห์ ผลงานแกะสลักหินแกรนิต หินปูน และหินบะซอลต์ ที่สะท้อนความสามารถของช่างฝีมือเมื่อหลายพันปีก่อน ห้องจัดแสดงมัมมี่ของราชวงศ์ จัดแสดงมัมมี่ของฟาโรห์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์
ทำให้ผู้ชมได้เห็นเทคนิคการทำมัมมี่อันล้ำสมัยของชาวอียิปต์โบราณ เครื่องประดับและของใช้จากสุสานฟาโรห์ เครื่องทองคำ เครื่องประดับ เครื่องเรือน และสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย จารึกและคัมภีร์โบราณ แผ่นปาปิรุส รูปสลัก และศิลาจารึกที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา การปกครอง และวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ
จากนั้นนำท่านสู่ ตลาด Khan el-Khalili ตลาดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงไคโร ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากและของที่ระลึกนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ งานหัตถศิลป์ เครื่องแก้ว โคมไฟอาหรับ ผ้าพันคอ น้ำหอม เครื่องเทศ และสินค้าพื้นเมืองที่สะท้อนเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอียิปต์ พร้อมสัมผัสบรรยากาศของตรอกซอกซอยอันมีชีวิตชีวา ซึ่งสืบทอดประวัติศาสตร์การค้าขายมายาวนานกว่า 600 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1382 ในสมัยราชวงศ์มัมลุก เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของตะวันออกกลางมาตั้งแต่อดีต
หลังอิ่มเอมกับการเดินทางท่องอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอียิปต์ ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางสู่สนามบินนานาชาติกรุงไคโร เพื่อออกเดินทางสู่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณและเรื่องราวแห่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่รอให้ทุกท่านได้ร่วมสัมผัสความงดงามของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติอันน่าประทับใจในลำดับต่อไป
เย็น อิสระอาหารเย็น
20.50 น. ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงไคโร เที่ยวบิน RJ506 สายการบิน Royal Jordanian Airlines (RJ)
22.10 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน
จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Sulaf Amman Hotel (Amman) ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
เช้า บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 8)
หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านออกเดินทางสู่เมืองมาดาบา (Madaba) เมืองเล็กอันเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์และประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ "นครแห่งโมเสก" ด้วยงานศิลปะกระเบื้องหินสีโบราณอันประณีตที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ให้ทุกท่านได้สัมผัสความงดงามของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องมานานกว่าพันปี ก่อนออกเดินทางสู่สถานที่สำคัญแห่งอื่นของประเทศจอร์แดน
นำท่านชม Saint George's Church เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมืองมาดาบา และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดของโลกคริสต์ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐาน Madaba Mosaic Map แผนที่โมเสกแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในโลก ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 (ประมาณ ค.ศ. 542–570) ประกอบด้วยหินโมเสกสีมากกว่า 2 ล้านชิ้น เดิมมีขนาดประมาณ 21 7 เมตร แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงบางส่วน แต่ยังคงความงดงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างสมบูรณ์ Madaba Mosaic Map ไม่ใช่เพียงผลงานศิลปะ แต่ยังเป็นหลักฐานทางภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้นักโบราณคดีสามารถระบุตำแหน่งของเมืองและสถานที่สำคัญในพระคัมภีร์ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงช่วยยืนยันตำแหน่งโบราณสถานหลายแห่งในนครเยรูซาเล็มจากการขุดค้นในยุคปัจจุบัน นอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว แผนที่ยังเป็นผลงานชั้นเยี่ยมของศิลปะไบแซนไทน์ ด้วยการเรียงหินสีอย่างประณีต ถ่ายทอดภูมิประเทศ เมือง แม่น้ำ ภูเขา และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานโมเสกที่สำคัญที่สุดของโลกคริสต์
จากนั้นนำท่านเดินทางต่ออีกประมาณ 15 นาที สู่ยอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ดินแดนแห่งความศรัทธาที่ได้รับการกล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลว่าเป็นสถานที่ซึ่งศาสดาโมเสสได้ทอดพระเนตรดินแดนแห่งพันธสัญญาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสิ้นชีวิต ณ ยอดเขาแห่งนี้ ปัจจุบัน Mount Nebo เป็นหนึ่งในสถานที่แสวงบุญที่สำคัญของโลก และยังเป็นจุดชมวิวอันงดงามที่สามารถมองเห็นหุบเขาแม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี และนครเยรูซาเล็มได้อย่างน่าประทับใจในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
Mount Nebo เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของประเทศจอร์แดน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และการท่องเที่ยว ได้รับการยกย่องให้เป็นจุดแสวงบุญสำคัญของคริสต์ศาสนิกชนและชาวยิวจากทั่วโลก เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ Moses ในพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญชาวคริสต์จากทั่วโลกมาหลายศตวรรษ และในปี ค.ศ. 2000 Pope John Paul II ได้เสด็จเยือนสถานที่แห่งนี้ระหว่างการแสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญในฐานะสถานที่แห่งความศรัทธา บนยอดเขามี Memorial Church of Moses ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงศาสดาโมเสส ภายในประดับด้วยพื้นโมเสกสมัยไบแซนไทน์ที่มีอายุกว่า 1,500 ปี ถ่ายทอดภาพสัตว์ วิถีชีวิต และศิลปกรรมอันวิจิตรงดงาม ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของศิลปะโมเสกในจอร์แดน
อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญคือ Brazen Serpent Monument ประติมากรรมไม้เท้าพันด้วยงูทองสัมฤทธิ์ ซึ่งสื่อถึงไม้เท้าของโมเสสและงูทองสัมฤทธิ์ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของยอดเขาเนโบ (Mount Nebo) และเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประติมากรรมชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะร่วมสมัย แต่ยังสะท้อนเรื่องราวสำคัญในพระคัมภีร์ และเชื่อมโยงความเชื่อของทั้งศาสนายูดายและศาสนาคริสต์เข้าด้วยกัน ประติมากรรมชิ้นนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1973 โดยประติมากรชาวอิตาลี Giovanni Fantoni แห่งคณะฟรันซิสกัน (Franciscan Order) ความหมายของประติมากรรมคือ ไม้เท้าที่มีงูทองสัมฤทธิ์พันรอบ ส่วนบนของประติมากรรมมีลักษณะคล้ายไม้กางเขน ศิลปินตั้งใจผสมผสาน สองเหตุการณ์สำคัญในพระคัมภีร์ เข้าไว้ด้วยกัน งูทองสัมฤทธิ์ของโมเสส ตามพระธรรม กันดารวิถี (Numbers 21:4–9) เมื่อชาวอิสราเอลเดินทางในถิ่นทุรกันดาร พวกเขาบ่นและหมดศรัทธา จึงเกิดงูพิษจำนวนมากออกมากัดผู้คน พระเจ้าจึงทรงบัญชาให้โมเสสสร้าง งูทองสัมฤทธิ์ และยกขึ้นบนเสา ผู้ที่ถูกงูกัด หากมองไปยังงูทองสัมฤทธิ์ด้วยความเชื่อ ก็จะได้รับการรักษาและรอดชีวิต เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็น สัญลักษณ์ของการเยียวยา ความหวัง ความเมตตาของพระเจ้า ความรอดผ่านความศรัทธา
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 9)
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ทะเลทรายวาดิรัม (Wadi Rum) ดินแดนแห่งผืนทรายสีแดงและขุนเขาหินทรายอันยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นตลอดหลายล้านปี ความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิประเทศแห่งนี้ได้รับสมญานามว่า "หุบเขาแห่งพระจันทร์" (Valley of the Moon) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ด้วยภูมิทัศน์อันน่าอัศจรรย์ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ความสงบ และมนต์ขลังของทะเลทรายตะวันออกกลาง
นำท่านออกผจญภัยด้วยรถจี๊ป 4WD สัมผัสเสน่ห์ของทะเลทรายวาดิรัม ดินแดนที่ได้รับสมญานามว่า "หุบเขาแห่งพระจันทร์" (Valley of the Moon) ตลอดเส้นทางท่านจะได้ชื่นชมภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ของผืนทรายสีแดงสลับกับเทือกเขาหินทรายสูงตระหง่าน แวะชมเนินทรายธรรมชาติ (Sand Dune) ที่โดดเด่นกลางทะเลทราย เยือน Lawrence of Arabia Spring น้ำพุซึ่งมีเรื่องเล่าผูกพันกับการเดินทางของ ที.อี. ลอว์เรนซ์ ในช่วงการปฏิวัติอาหรับ และชมภาพสลักรวมถึงภาพเขียนโบราณบนหน้าผา (Ancient Rock Paintings) อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอายุหลายพันปี ถ่ายทอดเรื่องราวของชนเผ่า การล่าสัตว์ และเส้นทางคาราวานในอดีต ท่ามกลางทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่และเงียบสงบของทะเลทรายวาดิรัมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก
จากนั้นเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก Hasan Zawaideh Camp (Bubble Tents) (Wadirum) ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
เย็น บริการอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 10)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 11)
หลังรับประทานอาหารเช้า นำท่านออกเดินทางสู่ มหานครเพตรา (Petra) เมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นครศิลาสีชมพู" (Rose-Red City) ผลงานชิ้นเอกของชาวนาบาเทียนที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการแกะสลักหน้าผาหินทรายทั้งผืนอย่างวิจิตรเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน เมืองแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าบนเส้นทางสายเครื่องหอมที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโบราณ ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ด้วยความงดงามอันน่าทึ่งและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ตราตรึงผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก Petra เป็นแหล่งโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศจอร์แดน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1985 และได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ในปี ค.ศ. 2007 ความสำคัญของนครเพตราคือเป็น เมืองหลวงของอาณาจักรนาบาเทียน (Nabataean Kingdom) ระหว่างศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 106 ถือเป็นเมืองที่ถูกแกะสลักจากภูเขาทั้งลูก สิ่งที่ทำให้เพตราโดดเด่นคือ อาคาร วัด สุสาน โรงละคร และวิหารจำนวนมาก ถูกแกะสลักขึ้นจากหน้าผาหินทรายโดยตรง ไม่ใช่การก่อสร้างด้วยอิฐหรือหินก้อน แสดงถึงความสามารถทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัยของชาวนาบาเทียน ไฮไลท์สำคัญของมหานครเพตราคือ
The Siq – ช่องเขาหินมหัศจรรย์ ประตูสู่มหานครเพตรา นำท่านก้าวเข้าสู่ The Siq ช่องเขาหินธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ทอดยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร เส้นทางมหัศจรรย์ซึ่งถูกสรรค์สร้างขึ้นโดยพลังแห่งธรรมชาติตลอดหลายล้านปี กำแพงหินทรายสูงตระหง่านกว่า 80 เมตร โอบล้อมสองข้างทางอย่างสง่างาม เผยลวดลายชั้นหินหลากสีที่เปลี่ยนเฉดไปตามแสงอาทิตย์ในแต่ละช่วงเวลา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในช่องเขาที่งดงามที่สุดของโลก
ทุกย่างก้าวภายในช่องเขาเปรียบเสมือนการเดินทางย้อนสู่อารยธรรมโบราณของชาวนาบาเทียน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและน่าค้นหา ก่อนที่ปลายทางจะเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของ Al-Khazneh (The Treasury) วิหารหินแกะสลักอันเลื่องชื่อที่ค่อย ๆ ปรากฏผ่านช่องแสงระหว่างหน้าผา สร้างความตื่นตาตื่นใจและความประทับใจที่ยากจะลืมเลือน เป็นช่วงเวลาที่นักเดินทางจากทั่วโลกต่างใฝ่ฝันว่าจะได้สัมผัสด้วยสายตาสักครั้งในชีวิต
Al-Khazneh (The Treasury) – มหาวิหารหินแห่งนครเพตรา สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ตื่นตาตื่นใจกับ Al-Khazneh (The Treasury) แลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดของนครเพตรา และหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก วิหารหินทรายสีชมพูอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นจากหน้าผาทั้งผืนอย่างประณีตเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน โดยฝีมืออันชาญฉลาดของชาวนาบาเทียน จนได้รับสมญานามว่า “อัญมณีแห่งนครกุหลาบสีชมพู (Rose City)”
ด้านหน้าวิหารโดดเด่นด้วยเสาหินขนาดมหึมา หน้าจั่วอันวิจิตร และลวดลายศิลปะที่ผสมผสานอิทธิพลของกรีก โรมัน และตะวันออกกลางได้อย่างลงตัว ทุกองค์ประกอบสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรนาบาเทียนในอดีต พร้อมบอกเล่าเรื่องราวแห่งการค้าและอารยธรรมที่เคยเฟื่องฟูบนเส้นทางสายไหม เมื่อแสงอาทิตย์สาดกระทบผาหินในยามเช้าหรือยามบ่าย สีสันของหินทรายจะเปลี่ยนเฉดจากสีชมพูอ่อน สู่สีทองและสีส้มอมแดงอย่างงดงาม ราวกับมหาวิหารทั้งหลังมีชีวิต ความอลังการที่ปรากฏเบื้องหน้าสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก จนได้รับการยกย่องให้เป็นไฮไลต์สำคัญของการเดินทางสู่มหานครเพตรา และเป็นภาพความทรงจำที่นักเดินทางทุกคนไม่ควรพลาดแม้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
Royal Tombs – กลุ่มสุสานหลวงแห่งอารยธรรมนาบาเทียน ความยิ่งใหญ่ที่ถูกสลักไว้บนหน้าผา
นำท่านชม Royal Tombs กลุ่มสุสานหลวงขนาดใหญ่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่งดงามและอลังการที่สุดของนครเพตรา แต่ละสุสานถูกสลักขึ้นบนหน้าผาหินทรายสูงตระหง่านอย่างประณีต สะท้อนถึงความรุ่งเรือง อำนาจ และภูมิปัญญาอันล้ำเลิศของอาณาจักรนาบาเทียนเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน ความโดดเด่นของกลุ่มสุสานแห่งนี้อยู่ที่หน้าผาหินหลากเฉดสี ซึ่งเกิดจากชั้นหินธรรมชาติที่สลับลวดลายอย่างงดงาม ตั้งแต่สีชมพู สีส้ม สีแดง ไปจนถึงสีม่วงอ่อน เมื่อแสงอาทิตย์สาดกระทบ ผาหินทั้งผืนจะเปล่งประกายราวกับภาพวาดที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตร ภายในกลุ่มสุสานประกอบด้วยสุสานสำคัญหลายแห่ง อาทิ Urn Tomb, Silk Tomb, Corinthian Tomb และ Palace Tomb ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและลวดลายการแกะสลักที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงอิทธิพลของศิลปะกรีก โรมัน และตะวันออกกลางที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
Ad Deir (The Monastery) – มหาวิหารหินบนยอดขุนเขา ความอลังการแห่งนครเพตรา
นำท่านพิชิตเส้นทางสู่ Ad Deir (The Monastery) อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนครเพตรา และหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรนาบาเทียน วิหารหินขนาดมหึมาที่ถูกแกะสลักจากหน้าผาหินทรายทั้งผืน ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาท่ามกลางภูมิประเทศอันแห้งแล้งและสง่างาม ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่ธรรมชาติและมนุษย์ร่วมกันสร้างสรรค์ แม้จะต้องเดินขึ้นบันไดหินโบราณหลายร้อยขั้น แต่ทุกย่างก้าวล้วนคุ้มค่า เมื่อภาพของมหาวิหารสูงกว่า 45 เมตร ค่อย ๆ ปรากฏเบื้องหน้า ด้วยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เสาหินขนาดมหึมา และลวดลายแกะสลักที่ยังคงความงดงามแม้ผ่านกาลเวลากว่า 2,000 ปี สะท้อนถึงความสามารถอันน่าทึ่งของชาวนาบาเทียน
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 12)
นำท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) ดินแดนมหัศจรรย์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น จุดที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก โอบล้อมด้วยภูมิประเทศทะเลทรายอันกว้างใหญ่ และทิวทัศน์อันเงียบสงบที่งดงามเหนือกาลเวลาทะเลสาบแห่งนี้มีความเค็มสูงกว่าน้ำทะเลทั่วไปหลายเท่า จนทำให้ทุกคนสามารถลอยตัวบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยแทบไม่ต้องออกแรง นับเป็นหนึ่งในประสบการณ์สุดพิเศษที่นักเดินทางจากทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต ทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ระหว่างประเทศจอร์แดน และ อิสราเอล รวมถึงเขตเวสต์แบงก์ โดยมีความโดดเด่นในฐานะ จุดที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดบนพื้นผิวโลก ที่ระดับประมาณ 430 เมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทะเลสาบแห่งนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกตามแนว Great Rift Valley ทำให้เกิดแอ่งขนาดใหญ่ที่รับน้ำจาก แม่น้ำจอร์แดน แต่ไม่มีทางระบายน้ำออก น้ำจึงระเหยออกอย่างต่อเนื่องภายใต้อากาศร้อนและแห้งของภูมิภาค ส่งผลให้แร่ธาตุและเกลือสะสมอยู่ในปริมาณมหาศาล ชื่อ "Dead Sea" หรือ "ทะเลแห่งความตาย" มีที่มาจากความเค็มที่สูงมาก จนแทบไม่มีสัตว์น้ำหรือพืชน้ำขนาดใหญ่สามารถอาศัยอยู่ได้ จึงเป็นที่มาของชื่ออันโด่งดังนี้
อิสระให้ท่านได้สัมผัสประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ ณ ทะเลสาบเดดซี ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นจุดที่ต่ำที่สุดบนพื้นผิวโลก เพลิดเพลินกับการ ลอยตัวบนผิวน้ำ ได้อย่างน่าอัศจรรย์โดยแทบไม่ต้องออกแรง จากความเค็มที่สูงเป็นพิเศษของทะเลสาบ พร้อมสัมผัสการ พอกโคลนแร่ธรรมชาติ อันเลื่องชื่อ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิดที่ได้รับการยอมรับในด้านการบำรุงผิวพรรณและการผ่อนคลายมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบและทัศนียภาพอันงดงามของทะเลทรายและผืนน้ำสีคราม ที่จะมอบช่วงเวลาแห่งความประทับใจและความทรงจำอันแสนพิเศษให้กับทุกท่าน
เย็น บริการอาหารเย็น ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 13)
นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก Dead Sea Spa Hotel (Dead Sea) ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
เช้า บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 14)
นำท่านเดินทางสู่ กรุงอัมมาน (Amman) (ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง)
(โดยระหว่างเส้นทาง นำท่านแวะชมและเลือกผลิตภัณฑ์จากทะเลสาบแดดซี) เมืองหลวงอันทรงเสน่ห์ของประเทศจอร์แดน ที่ผสานความงดงามของอารยธรรมโบราณเข้ากับวิถีชีวิตอันทันสมัยได้อย่างลงตัว ตลอดเส้นทางท่านจะได้สัมผัสทัศนียภาพของภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของตะวันออกกลาง ก่อนเข้าสู่มหานครที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเสน่ห์อันมีชีวิตชีวา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดประสบการณ์สู่การค้นพบเรื่องราวแห่งอารยธรรมที่สืบทอดมายาวนานนับพันปี อัมมานมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 7,000 ปี และเป็นหนึ่งใน เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ในสมัยโบราณ เมืองแห่งนี้เคยมีชื่อว่า Rabbath Ammon เมืองหลวงของชาวอัมโมไนต์ ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิกรีก โรมัน ไบแซนไทน์ และอาหรับ ทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของอารยธรรมหลากหลายยุคสมัย อัมมานถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาหลายลูก ทำให้เมืองมีภูมิทัศน์เป็นเอกลักษณ์ บ้านเรือนสีขาวเรียงรายตามไหล่เขา สร้างภาพที่สวยงามทั้งในเวลากลางวันและยามค่ำคืน ปัจจุบัน อัมมานเป็นศูนย์กลางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของจอร์แดน โดดเด่นด้วยอาคารสีครีมที่สร้างจากหินปูนซึ่งเรียงรายอยู่บนเนินเขาทั้งเจ็ด จนได้รับสมญานามว่า "เมืองแห่งเจ็ดเนินเขา" (City of Seven Hills)
เที่ยง บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 15) อาหารไทย
ป้อมปราการแห่งอัมมาน (Amman Citadel) ป้อมปราการโบราณบนยอดเขาที่ถือเป็นหัวใจของเมืองอัมมาน ภายในมีซากวิหารโรมัน พระราชวังสมัยอุมัยยะฮ์ และวิวมุมสูงที่สามารถมองเห็นตัวเมืองได้แบบ 360 องศา เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง Amman Citadel หรือที่ชาวอาหรับเรียกว่า Jabal Al-Qal'a (ญะบัล อัล-กะลาอะห์) เป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจอร์แดน ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงใจกลางกรุงอัมมาน และเป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7,000 ปี จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก เดิมพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอัมโมไนต์ (Ammon) เมื่อราวศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล และมีชื่อว่า "รับบัทอัมโมน" (Rabbath Ammon) ต่อมาเมื่อ อเล็กซานเดอร์มหาราช เข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้ เมืองได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Philadelphia เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ปกครองราชวงศ์ปโตเลมี ก่อนจะเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องในสมัยโรมัน ไบแซนไทน์ และอิสลามยุคอุมัยยะฮ์ ปัจจุบัน ป้อมปราการอัมมานเป็นแหล่งโบราณคดีที่รวบรวมร่องรอยของอารยธรรมหลายยุคไว้ในพื้นที่เดียว ทั้งวิหารโรมัน พระราชวังอิสลาม โบสถ์ไบแซนไทน์ และกำแพงเมืองโบราณ จึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางตลอดหลายพันปี
จากยอดเขาของป้อมปราการ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวพาโนรามาของเมืองอัมมานได้เกือบทั้งเมือง รวมถึง Roman Theatre ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาฝั่งตรงข้าม เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม โดยเฉพาะในช่วงแสงยามบ่ายและก่อนพระอาทิตย์ตก Roman Theatre เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่โดดเด่นที่สุดของกรุง อัมมาน สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 ราวปี ค.ศ. 138–161 ในรัชสมัยของจักรพรรดิ Antoninus Pius ขณะที่เมืองอัมมานในยุคนั้นมีชื่อว่า Philadelphia และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของสันนิบาตเมืองโรมัน (Decapolis) โรงละครแห่งนี้ถูกแกะสลักเข้าไปในไหล่เขาโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ทำให้ผู้ชมสามารถรับชมการแสดงได้อย่างสะดวกแม้ในช่วงกลางวัน ถือเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิโรมันที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี สามารถรองรับผู้ชมได้ประมาณ 6,000 คน และในปัจจุบันยังคงใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงดนตรี คอนเสิร์ต เทศกาล และกิจกรรมทางวัฒนธรรมของจอร์แดนอยู่เป็นประจำ ถือเป็นโรงละครโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง อัฒจันทร์หินขนาดใหญ่ที่เรียงตัวเป็นชั้นสูงกว่า 40 แถว แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน และยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ แม้ไม่มีระบบขยายเสียง แต่การออกแบบเวทีและอัฒจันทร์ทำให้เสียงจากเวทีสามารถส่งไปถึงผู้ชมบนที่นั่งแถวบนสุดได้อย่างชัดเจน เป็นหนึ่งในผลงานด้านวิศวกรรมเสียงที่ล้ำสมัยของชาวโรมัน
เย็น บริการอาหารเย็น ณ โรงแรมที่พัก (มื้อที่ 16) อาหารจีน
ได้เวลาอันสมควร อำลานครอัมมาน เมืองหลวงอันทรงเสน่ห์แห่งราชอาณาจักรจอร์แดน หลังจากร่วมสัมผัสประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมอันงดงาม และความประทับใจตลอดการเดินทาง จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติควีนอาเลีย (Queen Alia International Airport) เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ พร้อมเก็บเกี่ยวความทรงจำอันแสนประทับใจ
03.05 น. ออกเดินทางจากสนามบินกรุงอัมมาน เที่ยวบิน RJ182 สายการบิน Royal Jordanian Airlines (RJ)
บริการอาหารบนเครื่อง
15.25 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

185/20 หมู่บ้านเดอะคอนเนค 32 ซอยลาดพร้าว 126 (กรัณฑ์พร)
แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา